รู้จักสะเดา

1. ลักษณะทั่วไป

สะเดามีชื่อเรียกแตกต่างกันตามท้องถิ่นเช่น เดา สะเลียม แต่มีชื่อสามัญทั่วไปว่า neem สะเดามีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Azadirachta indica A. Juss ซี่งเป็นสะเดาที่รู้จักทั่วไปว่าสะเดาอินเดีย ส่วนสะเดาที่พบทั่วไปในประเทศไทยมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Azadirachta indica var.siamensis Valeton หรือสะเดาไทย นอกจากนี้ยังมีสะเดาอีกชนิดหนึ่งซึ่งพบกระจายอยู่ทั่วไปในแถบภาคใต้ของไทยและแหลมมาลายูในประเทศมาเลเซีย คือ เทียม สะเดาเทียมหรือสะเดาช้างAzadirachta excels (Jack) Jacobs สะเดาเป็นไม้ยืนต้นวงศ์เดียวกันกับมะฮอกกะนี ลักษณะที่แตกต่างกันระหว่างสะเดาไทย สะเดาอินเดียและสะเดาช้างอาจดูได้คร่าว ๆจากลักษณะขอบใบ สีใบ ขนาดของเมล็ด ตลอดจนช่วงระยะเวลาการออกดอก

 

ลักษณะเปรียบเทียบ สะเดาอินเดีย สะเดาไทย สะเดาช้าง
1.ชื่อวิทยาศาสตร์ A.indica A.juss A.indica var.siamensis A.excelsa(Jack) Jacobs
2.ลักษณะสีแผ่นใบ และขอบใบ แผ่นในสีเขียวอ่อน ขอบใบหยักเป้นฟันเลื่อย แผ่นใบเขียวเข้ม ขอบหยัก เป็นฟันเลื่อย หรือเป็นคลื่น แผ่นใบสีเขียวเข้ม ขอบใบเรียบ
3.ลักษณะโคนใบ โคนใบเบี้ย ฐานใบเยื้องมาก โคนใบเบี้ยวแต่กว้างกว่าสะเดาอินเดีย ฐานใบเยื้องน้อย โคนใบเบี้ยว ปลายใบเป็นติ่งแหลม  ฐานใบเบี้ว
4.ลักษณะผล รูปไข่เรียวคล้ายองุ่นสีเหลืองอมเขียวขนาด 1.0-1.5 ซม. มี 1 เมล็ด ใหญ่กว่าสะเดาอินเดียแต่เล็กกว่าสะเดาช้างขนาด 1-2 ซม. ภายในมี 1-3 เมล็ด ขนาดใหญ่กว่าสะเดาทั้งสองชนิด  ขนาดราว 2-3 ซม. ภายในมี 1 เมล็ด 
5.ระยะออกดอกและติดผล จนถึงผลสุก ออกดอกมี.ค-เมย.  ผลสุกราวก.ค-ส.ค ออกดอกธค.-มี.คผลแก่จัดราวเดือน มี.ค-พ.ค ออกดอกมี.ค ผลสุกมิย.  

2. การขยายพันธุ์ มีหลายลักษณะคือ

2.1 การขยายพันธุ์โดยอาศัยเพศ เมล็ดสะเดามีเปอร์เซ็นต์การงอกสูงและมีความสามารถแตกหน่อได้ดี ดังนั้นการขยายพันธุ์แบบอาศัยเพศโดยการใช้เมล็ดจึงเป็นวิธีที่นิยมใช้กันมากที่สุด นำเมล็ดงอกไปปลูกในพื้นที่เพาะปลูกโดยตรง นอกจากนี้เกษตกรยังสามารถเก็บผลสุกที่ร่วงอยู่ตามโคนต้นมาเพาะชำในถุงพลาสติกที่ใช้เป็นถุงเพาะกล้าซึ่งวิธีนี้เหมาะกับการปลูกเชิงพาณิชย์หรือปลูกเป็นสวนสะเดา เมล็ดสะเดาจะสูญเสียความสามารถในการงอกตามธรรมชาติราว 3-4 เดือน หลังผลสุกแก่ ดังนั้นเราจึงไม่สามารถเก็บรักษาเมล็ดเพื่อใช้เป็นเมล็ดพันธุ์ไว้ได้นาน การเก็บผลสุกของสะเดาสามารถเก็บได้โดยตรงจากต้นในขณะที่ผลยังไม่แก่จัดถึงกับร่วงหล่น โดยใช้กรรไกรหรือตะขอตัดผลออกจากกิ่ง หรือเก็บผลสะเดาสุกที่ร่วงอยู่ตามโคนต้นมาปลูกก็ได้ ผลทีสุกแก่จะมีเนื้อหุ้มเมล็ดอยู่จึงต้องนำมาแกะเนื้อผลออก โดยทั่วไปจึงนำผลสะเดาสุกไปขยำกับทรายให้เปลือกและเนื้อหุ้มผลหลุดออกจนหมด แล้วนำไปผึ่งลมในที่ร่มรำไรจนเมล็ดแห้งและสามารถเพาะให้งอกได้ทันที ราว 8-15 วันเมล็ดสะเดาจึงเริ่มงอกเป็นต้นอ่อน การย้ายเมล็ดที่งอกเพื่อการเพาะปลูกหรือนำไปเพาะในถุงชำกล้าสามารถทำได้ทันทีหรืออาจผล่อยไว้ให้เป็นกล้าขนาดใหญ่อายุราว 12 อาทิตย์จะได้กล้าความสูงขนาด 8-12 นิ้ว ก็สามารถย้ายลงถุงเพาะชำขนาดใหญ่ 6-8 นิ้วได้

2.2 การขยายพันธุ์โดยไม่อาศัยเพศ การขยายพันธุ์อีกวิธีหนึ่งทำได้โดยขุดหน่อที่แตกออกมาจากรากของต้นสะเดาซึ่งเป็นต้นแม่ ขนาดของรากที่เหมาะสมควรมีเส้นผ่าศูนย์กลางราว 3-5 ซม. ตัดท่อนรากของต้นแม่เป็นท่อนยาวประมาณ 5-10 ซม. นำมาเพาะชำในแปลงเพาะ ดูแลรักษาการให้น้ำประมาณ 1 เดือนจึงจะแตกหน่อออกมา หลังจากนั้นจึงย้ายลงในถุงเพาะหล้าต่อไป

3. การปลูก
ต้นสะเดาสามารถเจริญเติบโตได้ดีทั่วทุกภาคของประเทศไทย สะเดาเป็นไม้ทนแล้งชนิดหนึ่ง สามารถเจริญเติบดตได้แม้จะมีปริมาณน้ำฝนเพียง 130 มิลลิเมตรต่อปี แต่ปริมาณน้ำที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตก็อยู่ระหว่าง 800-1,200 มิลลิเมตรต่อปี

3.1 การเตรียมพื้นที่ปลูก พื้นที่ปลูกสะเดาที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตควรเป็นพื้นที่ที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 50-150 เมตร และมีรายงานว่าสะเดาเติบโตได้แม้ว่าจะปลูกบนพื้นที่สูงเหนือระดับน้ำทะเล 1,000 เมตร สภาพดินควรมีความเป็นกรดเล็กน้อย ค่าph ที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 6.2-6.5 แต่ในสภาพดินที่เป็นกรดสูงสะเดาก็สามารถเจริญเติบโตได้ดี ใบสะที่แก่และร่วงหล่นที่โคนต้นจะทำให้ดินบริเวณโดยรอบมีความเป็นด่าง(ค่าph ประมาณ 8.2 )ทำให้สามารถปรับความสมดุลย์ของดินปลูกได้ ในทางตรงกันข้ามต้นสะเดามีการเจริญเติบโตทางลำต้นช้าในสภาพพื้นที่ฝนตกชุกและน้ำท่วมหรือในพื้นที่ดินเค็มจัด

3.2 ความถี่ห่างของระยะหลุมปลูก ระยะหลุมปลูกของสะเดาขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการปลูก ปัจจุบันมีการปลูกเพื่อการใช้ประโยชน์ของเนื้อไม้ การสร้างสวนป่าสะเดาแบบวนเกษตร ตลอดจนการเก็บเมล็ดผลิตสารสกัดสะเดา ประสิทธิ์( 2537) เสนอข้อมูลระยะหลุมปลูกตามวัตถุประสงค์ไว้หลายประเภท รายละเอียดดังแสดงในตาราง 1.2 การเจริญเติบโตของไม้สะเดาทางลำต้นพบว่าระยะปลูก 4.0 x 4.0 เมตร จะทำให้สะเดามีลักษณะการเจริญเติบโตทางลำต้นดีที่สุด นั่นหมายถึงต้นพันธุ์ที่แข็งแรงสามารถออกดอกและทำให้ผลผลิตสูงตามไปด้วย

ตาราง1.2 ระยะหลุมปลูกและระยะการตัดเนื้อไม้เพื่อใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์

วัตถุประสงค์ ระยะระหว่างต้น x แถว(เมตร) จำนวนต้นต่อไร่ การตัดสาง
ใช้ในรูปฟืน ถ่าน 1 x 2 800 รอบตัดฟันไม่เกิน 5 ปี ช่วง 2-3 ปีแรกตัดใช้
  2 x 2 400 ประโยชน์ได้
ใช้ไม้ขนาดใหญ่ 2 x 4 400 รอบตัดฟัน 15-20 ปี ในช่วง 5-10 ปีตัดสาง
ทำเฟอร์นิเจอร์ 4 x 4 200 ออกมาทำฟืน ถ่านหรือไม้เสา
ปลูกควบกับพืชอื่นในระบบวนเกษตร 2 x 8 100 อายุ 2 ปีแรก สามารถปลูกร่วมกับพืชไร่อื่นได้ เช่นข้าวโพด ถั่วเหลือง พอ 5 ปีตัดสางเหลือ ระยะ 4 x 8 เมตรเพื่อเจริญเติบโตต่อไป

3.3 วิธีการปลูก ขนาดของกล้าไม้สะเดาที่นิยมใช้ในการย้ายปลูกมักใช้กล้าใหญ่อายุ 4-5 เดือน ความสูงของกล้าราว 8-12 นิ้ว(20-30 ซม.) ก่อนนำกล้าไปปลูกนิยมทำให้กล้าสะเดาแกร่ง เช่นเดียวกับการปลูกไม้ยืนต้นทั่วไปทั้งนี้เพื่อจะทำให้อัตราการรอดตายสูงขึ้น โดยทั่วไปนิยมงดการให้น้ำกับกล้าเป็นระยะ ๆ การปลูกหลังช่วงวันที่ฝนตกหนักจะทำให้การตั้งตัวของกล้าดี หลุมปลูกควรมีขนาดกว้างและลึกประมาณ 25 x 25 x 25 ซม. ภายในหลุมปลูกควรรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ก่อนวางต้นกล้าลงในหลุม แล้วกลบดินโดยรอบให้แน่นและทำเป็นแอ่งลึกประมาณ 1 ฝ่ามือ เพื่อกักน้ำไว้ให้ความชื้นแก่ต้นกล้าที่ปลูก ควรปักหลักและผูกกล้าติดไม้หลักไว้อย่างหลวม ๆเพื่อไม่ให้กล้าสะเดาโยกเว ลมพัดแรง

4. การปฏิบัติดูแลรักษา

ความสำเร็จของการปลูกพืชหัวใจสำคัญอยู่ที่การปฏิบัติ ดูแลรักษาได้แก่ การปลูกซ่อม การให้น้ำ การใส่ปุ๋ย สำหรับการปลูกไม้สะเดาทั่วไปนิยมปลูกในช่วงฤดูฝน ดังนั้นการให้น้ำ ตามธรรมชาติกับต้นสะเดาที่เพิ่งทำการย้ายปลูกจึงเป็นการเพียงพอ อย่งไรก็ตามอาจมีต้นกล้างบางต้นที่ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ดีหรืออาจตายไปในระหว่างกานย้ายปลูกดังนั้นจึงควรปลูกซ่อม การปลูกซ่อม ครั้งแรกควรทำหลังจากย้ายปลูกประมาณ 1-2 เดือนและอีกครั้งก่อนสิ้นสุดฤดูฝน กล้าท่ใช้ปลูกซ่อมควรเป็นกล้าค้างปีและอาจปลูกว่อมอีกครั้งในปีที่ 2 ช่วงต้นฤดูและหลายฤดู ในปีที่ 3 ไม่ควรปลูกซ่อมอีกในกรณีที่ต้องการใช้ประโยชน์จากเนื้อไม้เพราะจะทำให้สะเดาเจริญเติบโตไม่ทันกับที่ปลูกในต้นฤดูแรก การให้ปุ๋ย กับสะเดาในการปลูกสร้างสวนสะเดาเพื่อการค้าหรือในพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ควรใส่ปุ๋ย 15-15-15 หรือ 20-20-20 ประมาณ 30 กรัมต่อต้น (ประมาณ 1 ช้อนกาแฟต่อต้น) นิยมใส่ปุ๋ยรอบโคนต้นแล้วพรวนดินกลบ ระยะเวลาการให้ปุ๋ยควรทำในช่วงต้นฤดูของการเจริญเติบโตคือในฤดูฝน นอกจากนี้หลังการให้น้ำและปุ๋ยกับกล้าสะเดาแล้วควรกำจัดวัชพืชที่ขึ้นรอบโคนต้นเพื่อป้องกันการแย่งธาตุอาหารและน้ำจากกล้าสะเดา ตลอดจนยังเป็นการป้องกันการเกิดไฟไหม้ในสวนปลูกได้อีกทางหนึ่งด้วย การป้องกันการเจริญเติบโตของวัชพืชอีกวิธีหนึ่งที่ได้ผลดีคือ การปลูกพืชแซมในช่วงระยะปีแรก เช่นพืชตระกูลถั่ว อย่างไรก็ตามควรมีการดูแลการเจริญเติบโตของพืชแซมไม่ให้เจริญเติบโตพันเลื้อยต้นสะเดาจนทำให้เกิดการชะงักงันการเจริญเติบโตของต้นสะเดา

5. การป้องกันและกำจัดศัตรูพืช

เมล็ดสะเดามีประสิทธิ์ภาพในการป้องกันและกำจัดแมลงและโรคพืชหลายชนิดดังนั้นหากพูดกันอย่างผิวเผินแล้วต้นสะเดาไม่น่าจะมีโรคหรือแมลงศัตรูที่จะเข้าทำลายได้ ซึ่งเรื่องนี้มีคำตอบอยู่ในตัวว่า สารสกัดสะเดาที่ใช้ในการป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืชและโรคพืชนั้นได้มาจากการสกัดเอาสารออกฤทธิ์อะซาไดแรคตินจากส่วนที่เป็นเนื้อในเมล็ดและพบน้อยมากในส่วนต่าง ๆของต้น ไม่ว่าจะเป็น ใบ กิ่ง ดอก ลำต้น ดังนั้นจึงพบรายงานเกี่ยวกับชนิดของแมลงศัตูและโรคของสะเดาโดยเฉพาะในระยะต้นกล้าหลายชนิดดังนี้

5.1 แมลงศัตรูสะเดา มด จัดเป็นศัตรูสำคัญของสวนป่าสะเดา มดจะกัดกินแผ่นใบเหลือไว้เพียงเส้นใบ ทำให้พืชสูญเสียพื้นที่ในการสังเคราะห์แสงมีผลทำให้การเจริญเติบโตชงักงัน หรืออาจทำให้ต้นกล้าตายได้ ปลวก ไม้สะเดาส่วนที่เป็นเนื้อเยื่อไม้ที่มีชีวิตอาจพบการทำลายของปลวกทำให้กล้าชงักการเจริญเติบโต ตั๊กแตนและจิ้งหรีด มีการทำลายใบอ่อนจากตั๊กแตนหนวดสั้น และมีการทำลายบริเวณตาอ่อนโดยตั๊กแตนหนวดยาวและจิ้งหรีด เพลี้ยไฟ จะเข้าดูดกินน้ำเลี้ยงจากบริเวณช่อดอกทำให้ช่อดอกร่วงไม่ติดผล และยังเข้าทำลายใบและตาอ่อนอีกด้วย ด้วงปีกแข็ง ด้วงและแมลงค่อมทองสามารถกัดกินใบสะเดา หนอนผีเสื้อ พบการกัดกินทำลายยอดอ่อนของสะเดา มวน มวนเขียวทำลายโดยดูดกินน้ำเลี้ยงจากยอดอ่อนและใบ ทำให้ใบม้วนงอและการเจริญเติบโตของต้นผิดปกติฌโดยแมลงจะเข้าทำลายในช่วงฤดูฝนถึงช่วงหลังฤดูฝน เพลี้ยอ่อน เพลี้ยแป้ง เพลี้ยหอย จะดูดกินน้ำเลี้ยงใต้ใบได้

5.2 โรคของสะเดา โรคจากแบคทีเรีย ลักษณะอาการของใบที่ถูกทำลายจะมีอาการใบจุด ลักษณะจุดทำทำให้เนื้อใบถูกทำลายและลุกลามเป็นจุดขนาดใหญ่แต่จะหลุดลุกลามเมื่อชนเส้นใบหรือขอบใบ มีผลทำให้ใบเหลืองร่วง หรือปห้งหล่นก่อนเวลาอันสมควร โรคจากเชื้อรา ใบเกิดเป็นจุดโบ๋ อาการเกิดกิ่งต้นแห้ง โรคเกิดรากเน่า อนึ่งในประเทสไทยยังไม่พบการระบาดของโรคหรือแมลงชนิดใดๆในสวนปลูกสะเดา ทั้งนี้ควรคำนึงถึงหลักสมดุลย์ตามธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการจัดการสภาพนิเวศน์นั้น ๆด้วย

ประโยชน์จากสะเดา